การออกแบบบ้านด้วยธรรมชาติ: ทำให้คุณใกล้ชิดกับธรรมชาติด้วย Biophilic Design

การออกแบบบ้านด้วยธรรมชาติ หรือ Biophilic Design เป็นแนวคิดที่ว่าด้วยการนำเอาองค์ประกอบจากธรรมชาติเข้ามาใช้ในการออกแบบและตกแต่งบ้าน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ง่ายๆ คือการพาธรรมชาติเข้ามาอยู่ในบ้านของเรานั่นเองครับ ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และ productivity ของผู้อยู่อาศัยในระยะยาวอีกด้วย

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า “Biophilia” ซึ่งมาจากภาษากรีกโบราณที่แปลว่า “ความรักในชีวิต” หรือ “ความรักในธรรมชาติ” โดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์เรามีความผูกพันกับธรรมชาติมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ การใช้ชีวิตในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง คอนกรีต และหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ อาจทำให้เรารู้สึกห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

Biophilic Design จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ โดยนำเอาความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติกลับคืนมาสู่พื้นที่ที่เราใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ทำงาน หรือแม้แต่พื้นที่สาธารณะ แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดแค่การวางกระถางต้นไม้ในมุมห้องเท่านั้น แต่รวมถึงการคำนึงถึงรูปทรง วัสดุ แสง เสียง กลิ่น และบรรยากาศโดยรวมที่เลียนแบบธรรมชาติ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี

ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจาก Biophilic Design

การลงทุนใน Biophilic Design ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นการลงทุนในคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่าการใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติมีผลดีหลายประการ:

  • ลดความเครียดและความวิตกกังวล: การมองเห็นสีเขียว การสัมผัสกับแสงธรรมชาติ หรือการได้ยินเสียงน้ำไหล สามารถช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดได้
  • เพิ่มสมาธิและความคิดสร้างสรรค์: สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติช่วยให้สมองผ่อนคลายและทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีสมาธิและมีแนวคิดใหม่ๆ เกิดขึ้น
  • ปรับปรุงสุขภาพกาย: การได้รับแสงแดดธรรมชาติช่วยเรื่องวิตามินดี การมีอากาศบริสุทธิ์จากการมีต้นไม้ฟอกอากาศ และการส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียนรู้: ในออฟฟิศหรือโรงเรียนที่มีการออกแบบแบบ Biophilic พนักงานและนักเรียนมีแนวโน้มที่จะมีประสิทธิภาพและผลการเรียนที่ดีขึ้น
  • ส่งเสริมความรู้สึกสงบและความสุข: การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติบำบัดจิตใจและสร้างความรู้สึกพึงพอใจ
  • ประหยัดพลังงาน: การใช้แสงธรรมชาติและการออกแบบที่เน้นการถ่ายเทอากาศที่ดี สามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้

หัวใจสำคัญของการออกแบบบ้านด้วย Biophilic Design

การนำ Biophilic Design มาใช้ในบ้านไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการบางอย่าง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

ธรรมชาติโดยตรง: นำสิ่งมีชีวิตและองค์ประกอบธรรมชาติเข้ามาในบ้าน

นี่คือสิ่งที่ชัดเจนที่สุดของการออกแบบ Biophilic Design การนำเอาสิ่งมีชีวิตเข้ามาในบ้านโดยตรง รวมถึงการทำให้บ้านเปิดรับธรรมชาติภายนอกให้มากที่สุด

ต้นไม้และพืชพรรณภายในบ้าน

  • ต้นไม้ฟอกอากาศ: เลือกต้นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศและดูแลรักษาง่าย เช่น ลิ้นมังกร, พลูด่าง, ยางอินเดีย วางไว้ในมุมที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือแม้แต่ห้องน้ำ
  • สวนแนวตั้ง: หากมีพื้นที่จำกัด สวนแนวตั้งเป็นตัวเลือกที่ดี ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวในแนวตั้ง ประหยัดพื้นที่ และสร้างกำแพงธรรมชาติที่สวยงาม
  • กระถางต้นไม้ริมหน้าต่าง: วางกระถางต้นไม้เล็กๆ ริมหน้าต่าง หรือทำสวนสมุนไพรเล็กๆ ในครัว เพื่อให้ได้สัมผัสกับสีเขียวและกลิ่นหอม
  • การจัดดอกไม้สด: เปลี่ยนบรรยากาศบ้านได้ง่ายๆ ด้วยการนำดอกไม้สดมาประดับ ไม่จำเป็นต้องเยอะ แค่เล็กน้อยก็เพิ่มความสดชื่นได้

การใช้แสงธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

  • หน้าต่างบานใหญ่: หากเป็นไปได้ ควรมีหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อรับแสงธรรมชาติให้เข้ามาในบ้านให้มากที่สุด และเปิดมุมมองให้เห็นธรรมชาติภายนอก
  • skylight หรือช่องแสงบนหลังคา: สำหรับพื้นที่ที่แสงเข้าไม่ถึง เช่น โถงกลางบ้าน การติดตั้ง skylight จะช่วยนำแสงธรรมชาติจากด้านบนลงมาสู่ภายใน
  • การจัดวางเฟอร์นิเจอร์: วางเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับการรับแสงธรรมชาติ ไม่บดบังแสง และเปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสกับแสงภายนอก
  • การใช้ผ้าม่านโปร่งแสง: เลือกผ้าม่านที่มีเนื้อผ้าบางเบา สีอ่อน เพื่อให้แสงธรรมชาติสามารถส่องผ่านเข้ามาได้โดยไม่รู้สึกทึบตัน

เสียงและกลิ่นจากธรรมชาติ

  • เสียงน้ำพุหรือน้ำตกจำลอง: การมีน้ำพุหรือน้ำตกล้นเล็กๆ ในบ้านหรือสวน ช่วยสร้างเสียงน้ำไหลที่ผ่อนคลาย
  • เสียงจากภายนอก: พยายามเปิดหน้าต่างรับเสียงลมพัด หรือเสียงนกร้องจากภายนอก หากเป็นไปได้
  • กลิ่นหอมจากธรรมชาติ: เลือกใช้เครื่องหอมที่สกัดจากธรรมชาติ กลิ่นจากดอกไม้ หรือสมุนไพรสด มากกว่ากลิ่นสังเคราะห์

ธรรมชาติโดยอ้อม: เลียนแบบธรรมชาติผ่านการออกแบบ

เมื่อไม่สามารถนำธรรมชาติเข้ามาได้โดยตรง การเลียนแบบธรรมชาติผ่านองค์ประกอบต่างๆ ของการออกแบบก็เป็นอีกวิธีที่ทรงพลัง

การใช้วัสดุธรรมชาติ

  • ไม้: ไม้ยังคงเป็นวัสดุหลักที่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็นพื้นไม้ ผนังไม้ หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้ ลวดลายและสีสันของไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
  • หิน: หินอ่อน หินแกรนิต หินทราย หรือแม้แต่หินกรวด สามารถนำมาใช้ในการตกแต่งพื้น ผนัง หรือเคาน์เตอร์ครัวได้ ลวดลายของหินแต่ละชนิดมีความเป็นเอกลักษณ์และสวยงาม
  • ดินเผาและเซรามิก: วัสดุเหล่านี้มักถูกนำมาใช้ในกระถางต้นไม้ แจกัน หรือของตกแต่งต่างๆ ให้ความรู้สึกเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ
  • ผ้าทอจากธรรมชาติ: เลือกใช้ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน หรือผ้าใยกัญชง สำหรับผ้าม่าน โซฟา ปลอกหมอน หรือผ้าปูที่นอน ให้สัมผัสที่สบายและระบายอากาศได้ดี

รูปทรงและลวดลายที่เลียนแบบธรรมชาติ

  • เส้นโค้งและคลื่น: แทนที่จะใช้เส้นตรงและมุมแหลมเสมอไป ลองนำเส้นโค้ง วงกลม หรือรูปทรงคล้ายคลื่นน้ำมาใช้ในการออกแบบ เช่น โต๊ะกลม โซฟาที่มีรูปทรงโค้งมน หรือผนังที่มีลวดลายคล้ายคลื่น
  • ลวดลายพืชพรรณ: ใช้ลวดลายของใบไม้ ดอกไม้ หรือต้นไม้ในวอลล์เปเปอร์ ผ้าห่ม หรือของตกแต่ง
  • รูปทรงไม่สม่ำเสมอ: เลียนแบบความไม่สมบูรณ์แบบของธรรมชาติ เช่น ก้อนหินรูปร่างแปลกตา หรือไม้ที่ไม่ได้ถูกแปรรูปจนหมดจด

โทนสีและแสงที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ

  • สีเขียวและน้ำเงิน: สีเขียวจากต้นไม้และสีน้ำเงินจากท้องฟ้าหรือน้ำทะเล เป็นสีที่ช่วยผ่อนคลายและลดความเครียด
  • โทนสีอบอุ่นจากโลก: สีน้ำตาล แดงอิฐ เทาอ่อน หรือสีเบจ ช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
  • การใช้แสงในฟิกเจอร์: เลือกใช้ไฟที่มีแสงวอร์มไวท์ (Warm White) ที่มีโทนสีอบอุ่นคล้ายแสงธรรมชาติ หรือไฟที่สามารถปรับความสว่างและอุณหภูมิสีได้ เพื่อเลียนแบบการเปลี่ยนแปลงของแสงตลอดทั้งวัน

การประยุกต์ใช้ Biophilic Design ในพื้นที่ต่างๆ ของบ้าน

Biophilic Design

Biophilic Design สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องน้ำ หรือแม้แต่พื้นที่เล็กๆ

ห้องนั่งเล่น: ศูนย์กลางของการพักผ่อน

ห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่ที่คนในบ้านมักจะมารวมตัวกัน การทำให้ห้องนี้น่าอยู่และผ่อนคลายจึงเป็นสิ่งสำคัญ

  • ผนังสีเขียวหรือสีเอิร์ธโทน: ทาสีผนังด้วยสีเขียวอ่อน สีเบจ หรือสีเทาอมเขียว
  • เฟอร์นิเจอร์ไม้: เลือกโซฟา โต๊ะกลาง หรือตู้จากวัสดุไม้
  • ต้นไม้ขนาดใหญ่: วางต้นไม้ใหญ่ในกระถางสวยๆ เพื่อสร้างจุดเด่นและเพิ่มความมีชีวิตชีวา
  • หน้าต่างบานใหญ่กับวิวนอกบ้าน: หากมีสวนหรือต้นไม้นอกบ้าน พยายามให้หน้าต่างเปิดรับวิวเหล่านั้นให้มากที่สุด
  • พรมขนสัตว์หรือพรมทอจากเส้นใยธรรมชาติ: ให้สัมผัสที่อบอุ่นและสบายเท้า

ห้องนอน: สวรรค์แห่งการพักผ่อน

ห้องนอนควรเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมการนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่

  • โทนสีที่สงบเงียบ: ใช้สีโทนเย็น เช่น สีฟ้าอ่อน สีเขียวมิ้นต์ หรือสีเทาอ่อน
  • ผ้าม่านโปร่งแสงและ blackout: ผ้าม่านสองชั้นที่สามารถเลือกเปิดปิดได้ตามความต้องการ รับแสงธรรมชาติในตอนกลางวันและกันแสงในตอนกลางคืน
  • ต้นไม้เล็กๆ ในห้อง: วางต้นไม้ที่ไม่ต้องการแสงมากนัก เช่น ลิ้นมังกร หรือพลูด่าง เพื่อฟอกอากาศและเพิ่มความสดชื่น
  • วัสดุจากธรรมชาติสำหรับเครื่องนอน: เลือกผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนจากผ้าฝ้ายออร์แกนิก หรือลินิน
  • การจัดแสงที่อบอุ่น: ใช้โคมไฟข้างเตียงที่ให้แสงวอร์มไวท์และสามารถหรี่ไฟได้

ห้องครัวและห้องทานอาหาร: พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์

ห้องครัวไม่ได้เป็นแค่ที่สำหรับทำอาหาร แต่ยังเป็นที่รวมตัวของครอบครัว การสร้างบรรยากาศที่สดใสและอบอุ่นเป็นสิ่งสำคัญ

  • สวนสมุนไพรในครัว: ปลูกสมุนไพรสด เช่น ใบโหระพา สะระแหน่ หรือโรสแมรี่ ในกระถางเล็กๆ ริมหน้าต่าง
  • เคาน์เตอร์หินหรือไม้: วัสดุธรรมชาติเหล่านี้ให้ความรู้สึกแข็งแรง ทนทาน และสวยงาม
  • หน้าต่างขนาดใหญ่: เปิดรับแสงธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ขณะทำอาหาร
  • โต๊ะทานอาหารไม้: โต๊ะไม้ขนาดใหญ่เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับห้องทานอาหาร ให้ความอบอุ่นและเชิญชวน

ห้องน้ำ: โอเอซิสส่วนตัว

หลายคนมองข้ามห้องน้ำ แต่จริงๆ แล้วห้องน้ำเป็นอีกพื้นที่ที่สามารถสร้างความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

  • ต้นไม้ทนความชื้น: เลือกต้นไม้ที่ชอบความชื้น เช่น เฟิร์น หรือพลูด่าง มาประดับ
  • กระเบื้องลายหินหรือลายไม้: สร้างบรรยากาศเหมือนอยู่ในสปาธรรมชาติ
  • แสงธรรมชาติ: หากมีหน้าต่างในห้องน้ำ พยายามเปิดรับแสงธรรมชาติให้มากที่สุด
  • ของใช้จากธรรมชาติ: ตะกร้าหวายสำหรับเก็บของ ผ้าขนหนูจากผ้าฝ้าย

เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับการเริ่มต้น Biophilic Design ในบ้านของคุณ

Photo Biophilic Design

การเปลี่ยนแปลงบ้านให้เป็นสไตล์ Biophilic Design ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกันทั้งหมด สามารถค่อยๆ เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ และค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ

เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ

  • เพิ่มต้นไม้ในร่ม: เริ่มจาก 1-2 ต้นในมุมที่เหมาะสม
  • เปิดม่านรับแสง: พยายามเปิดม่านให้แสงเข้าบ้านในตอนกลางวัน
  • จัดดอกไม้สด: นำดอกไม้สดมาประดับโต๊ะทานอาหารหรือโต๊ะทำงาน
  • หาของตกแต่งจากธรรมชาติ: เช่น ก้อนหิน ขวดโหลใส่เปลือกหอย หรือภาพวิวธรรมชาติ

สร้างมุมธรรมชาติ

  • มุมอ่านหนังสือริมหน้าต่าง: วางเก้าอี้นั่งสบายๆ ริมหน้าต่างที่มีแสงธรรมชาติส่องถึง วางต้นไม้เล็กๆ ไว้ข้างๆ
  • ระเบียงเล็กๆ ที่เป็นส่วนตัว: หากมีระเบียง ลองจัดให้มีต้นไม้ใบเขียว โต๊ะเล็กๆ และเก้าอี้นั่ง เพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ

พิจารณาองค์ประกอบที่ไม่ใช่ภาพ

  • เสียง: หากบ้านอยู่ใกล้เสียงดัง ลองใช้เครื่องเล่นเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงคลื่น เสียงฝน หรือเสียงนกร้อง
  • กลิ่น: ใช้เทียนหอมออยล์ธรรมชาติ หรือเครื่องพ่นไอน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นที่ทำให้คุณผ่อนคลาย เช่น ลาเวนเดอร์, ยูคาลิปตัส

ความยืดหยุ่นและการปรับเปลี่ยน

  • ไม่มีกฎตายตัว: Biophilic Design ไม่ใช่กฎที่เคร่งครัด แต่เป็นแนวทาง คุณสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสไตล์และความชอบส่วนตัวของคุณได้
  • สังเกตและปรับปรุง: ลองสังเกตว่าองค์ประกอบใดที่คุณรู้สึกชอบและทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น และลองปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมในส่วนอื่นๆ

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ของตกแต่งที่ดูประดิษฐ์เกินไป: การเลียนแบบธรรมชาติด้วยวัสดุสังเคราะห์ที่ดูไม่สมจริง อาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร
  • ความรก: การนำธรรมชาติเข้ามาในบ้านควรสร้างความสงบ ไม่ใช่ความรก ดังนั้นจึงควรจัดวางอย่างมีระเบียบ
  • การใช้แสงประดิษฐ์ที่จ้าเกินไป: พยายามหลีกเลี่ยงแสงไฟที่จ้าและเย็นตา โดยเฉพาะในพื้นที่พักผ่อน

Biophilic Design กับการสร้างบ้านที่ยั่งยืน

ประโยชน์ของการใช้ Biophilic Design ในการแต่งบ้าน คำอธิบาย
ลดความเครียด การมีพื้นที่เขียวและแสงแดดสามารถช่วยลดความเครียดให้กับผู้อยู่อาศัย
เพิ่มความสดชื่นให้บ้าน การมีพื้นที่เขียวและการใช้วัสดุธรรมชาติช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับบ้าน
ลดการใช้พลังงาน การใช้แสงแดดและลมธรรมชาติช่วยลดการใช้พลังงานในการทำความเย็นและทำความร้อน

นอกเหนือจากประโยชน์ต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว Biophilic Design ยังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการสร้างบ้านที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ลดการใช้พลังงาน: การออกแบบที่เน้นการใช้แสงธรรมชาติและระบบระบายอากาศที่ดี ช่วยลดความจำเป็นในการใช้ไฟฟ้าสำหรับแสงสว่างและเครื่องปรับอากาศ ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การใช้วัสดุที่ยั่งยืน: การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ที่ได้รับการรับรองจากแหล่งที่มาที่ยั่งยืน (เช่น FSC-certified), หินธรรมชาติ, หรือวัสดุรีไซเคิล ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตและการขนส่ง
  • การลดของเสีย: การออกแบบที่คำนึงถึงอายุการใช้งานที่ยาวนาน การปรับปรุง ซ่อมแซม และการรีไซเคิลวัสดุ ช่วยลดปริมาณขยะจากการก่อสร้างและตกแต่ง

การเชื่อมโยงกับระบบนิเวศท้องถิ่น

  • พืชพรรณพื้นเมือง: การเลือกปลูกต้นไม้พื้นเมืองในสวนหรือภายในบ้าน ช่วยสนับสนุนระบบนิเวศท้องถิ่น ดึงดูดแมลงผสมเกสรและสัตว์ขนาดเล็ก และยังดูแลรักษาง่ายอีกด้วย
  • การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน: การออกแบบที่รวมระบบการกักเก็บน้ำฝน การนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ (เช่น น้ำทิ้งจากอ่างล้างหน้าไปรดน้ำต้นไม้) หรือการสร้างบ่อน้ำธรรมชาติ ช่วยลดการใช้น้ำประปาและสร้างแหล่งน้ำสำหรับสัตว์
  • การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ: การออกแบบที่เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่น การสร้างสวนผึ้ง การทำที่อยู่สำหรับนก หรือการปลูกต้นไม้ที่ดึงดูดผีเสื้อ

สุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว

  • อากาศและน้ำสะอาด: การมีต้นไม้ช่วยฟอกอากาศภายในบ้าน และการออกแบบที่ส่งเสริมการไหลเวียนของอากาศที่ดี ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยหายใจเอาอากาศที่สะอาดเข้าไป
  • ลดสารพิษในบ้าน: การเลือกใช้วัสดุที่ปราศจากสารเคมีอันตราย (VOCs) หรือสารพิษอื่นๆ ที่มักพบในสี กาว หรือเฟอร์นิเจอร์บางชนิด ช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ
  • การส่งเสริมสุขภาวะที่ดี: สภาพแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติโดยตรง ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตอย่างเห็นได้ชัด ลดความเครียด ส่งเสริมการพักผ่อน และเพิ่มความสุขในชีวิตประจำวัน

Biophilic Design จึงเป็นมากกว่าแค่เทรนด์การตกแต่ง แต่เป็นการลงทุนในคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว เป็นการสร้างบ้านที่ไม่เพียงแค่ให้ที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยเยียวยา เสริมสร้าง และหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเราให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้